สถิติผู้เข้าชมเว็บตั้ง 23 พฤศจิกายน  2553
real time web stats

 

    เมื่อภารกิจราชการสงครามเสร็จสิ้นลง ร้อยโท เปรม ติณสูลานนท์ ได้ใช้ชีวิตของนายทหารในห้วงเวลาปกติ และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการมาตามลำดับ ดังนี้

     • ได้รับพระราชทานยศร้อยเอก เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๙ และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ กองพันที่ ๑ กรมรถรบ เมื่อ ๒๓ กรกฎาคม ปีเดียวกัน    

     • เข้าศึกษาเป็นนายทหารฝึกหัดราชการ โรงเรียนนายทหารม้า เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๔๘๙ เมื่อจบการศึกษาได้กลับมารับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยเดิม อีกครั้งหนึ่งเมื่อ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๙๐    

     • รับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่ ๓ กองพันทหารม้าที่ ๔ จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒    

     • เลื่อนขั้นเป็นรองผู้บังคับกองพันที่ ๑ กรมรถรบ เมื่อ ๘ เมษายน ๒๔๙๒ ในตำแหน่ง “รักษาราชการ” และได้รับพระราชทานยศพันตรี เมื่อ ๑ กรกฎาคม ปีเดียวกัน    

    • เลื่อนขั้นเป็นรองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ ๔ จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๔๙๓ และได้รับตำแหน่งเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์อีกตำแหน่งเมื่อ ๗ กรกฎาคม ปีเดียวกัน

     หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กิจการทหารของไทยได้มีการปรับปรุงขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของการปรับปรุง คือโครงการส่งนายทหารจากกองทัพไทยไปศึกษายังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำวิทยาการและแนวความคิดต่างๆ ของกองทัพสหรัฐอเมริกามาประยุกต์ใช้กับกองทัพไทย

 

 

     พันตรี เปรม ติณสูลานนท์ เป็นหนึ่งในนายทหารหนุ่มที่สามารถสอบผ่านการแข่งขัน ได้ทุนของกองทัพบกไปศึกษาในโรงเรียนยานเกราะของกองทัพสหรัฐอเมริกา (The United States Army Armor School) ที่ฟอร์ท นอกซ์ มลรัฐเคนตักกี เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖การไปศึกษาต่อครั้งนี้ จึงเป็นการเดินทางไกลต่างแดนครั้งแรกของท่าน ซึ่งในสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเชิดหน้าชูตา เป็นเกียรติ เพราะคนไทยไปนอก และนักเรียนนอกยังไม่มีมากเช่นปัจจุบัน

อาหารการกิน          

“พวกนักเรียนต่างขาติที่ไปเรียนนั้นมาก ญี่ปุ่นเต็มไปหมด เกาหลี พวกอเมริกากลางก็มี ไทยมีน้อย จีนก็มาก พวกจีนเจียงไคเชค สำหรับคนไทยที่ไปเมืองนอก เรื่องกินค่อยข้างลำบาก เพราะเราไม่คุ้นเคยกับระเบียบและวิธีการของเขา โดยเฉพาะในโรงเรียนทหารตื่นกินข้าวกันตั้งแต่หกโมงครึ่งแล้วก็กินอาหารแบบ ฝรั่งซึ่งเรากินลำบาก แต่เราก็ต้องไปกินกับเขา เพราะราคาถูกดี มื้อกลางวันก็เหมือนกัน แต่ตอนมื้อเย็น ส่วนมากแอบทำเอง..คือเขาห้ามหุงอาหารในที่พัก แต่ผมว่าไม่ใช่เฉพาะคนไทยหรอก ชาติต่างๆก็กินไม่ได้ ก็หุงกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในหมู่คนไทยเย็นก็มักจะมาหุงข้าวกินกัน ใครทำอะไรเป็นก็ทำ ส่วนมากทำง่ายๆ ไข่เจียว ผัดโน่น ผัดนี่ แต่มันส่งกลิ่นพอสมควร เราต้องปิดโน่นปิดนี่ให้มิดชิด”

 

วิชาทหารไม่ยาก แต่ภาษาอังกฤษยาก         

“ตอนผมไปเรียนวิชามันก็ไม่ยากอะไร เพราะว่ามันก็เหมือนกับที่บ้านเราเรียนกันไปก่อนอยู่แล้ว แต่เราเรียนภาษาไทยบาง วิชาก็ยาก ยากพอสมควร อย่างวิชาลักษณะผู้นำ ต้องเขียน ครูเขาก็เดินมาถามว่า เป็นอย่างไรข้อสอบเป็นอย่างไร ยากไหม นักเรียนไทยส่วนมากก็ตอบว่า ข้อสอบไม่ยากหรอก แต่ภาษาอังกฤษยากมาก เพราะอ่านไม่ค่อยทันนั่นเอง”

 

ไมตรีในต่างแดน          

“ตอนคุณพิจิตร (พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์) แบะคุณวิจิตร (พลเอกวิจิตร สุขมาก) ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนนายร้อย (เวสท์ปอยนท์) เขากับอยู่กับครอบครัวหนึ่งชื่อเบนจามิน ซึ่งมีพ่อกับแม่สองคนเท่านั้น ท่านมีลูกชายอยู่คนหนึ่งแต่ไปตายในเกาหลี คิดถึงลูกชายก็เลยรับนักเรียนไทยไปอยู่ ซึ่งหมายถึงนายทหารไทย ก็รับไปอยู่เรื่อยๆเป็นลำดับติดต่อกันมาหลายคน ผมโอกาสไปอยู่กับท่าน ทั้งสองคนเป็นคนดีมาก ท่านคิดพวกเราเดือนละ 6 เหรียญเท่านั้น ทั้งอยู่ทั้งกินเสร็จ   ตอนปิดเทอมผมกลับไปอยู่กับท่านทั้งสอง ซึ่งท่านก็รักคนไทยมาก ชื่นชมคนไทย ช่วยเหลือคนไทยดี และที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนั้นผมอยู่มี่คุณพิจิตร คุณวิจิตร และคุณเกษม (พันเอก เกษม นันทกิจ) รวมทั้งผม อยู่กัน ๔ คน ท่านก็ไม่อยากให้เราพูดภาษาไทยกัน เพราะบอกว่าไม่มีประโยชน์ถ้ามานั่งพูดภาษาไทยกันอยู่ที่นี่ ท่านบังคับว่าอยู่บ้านนี้ห้ามพูดภาษาไทยกัน คือเจอหน้ากันก็ต้องพูดภาษาอังกฤษกัน ถ้าได้ยินใครพูดภาษาไทย ก็ปรับครั้งละหนึ่งสลึงคือควอเตอร์หนึ่ง แล้วใส่เก็บไว้.. เป็นครอบครัวที่ดีมาก จนแต่ว่าใจดี แล้วยังสั่งสอนเราทุกอย่าง ช่วยทำโน่นทำนี่ ดูแลเรา เราก็เรียกท่านว่าพ่อและแม่.. กลับมาแล้วก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอๆ ถึงวันเกิดท่านก็ส่งบัตรอวยพรไป....ครั้งหนึ่งผมได้ไปอเมริกาก็แวะไปเยี่ยม ซึ่งท่านก็ดีใจมาก และทุกครั้งที่ผมไปอเมริกา ผมจะต้องโทรศัพท์ไปเสมอ ตอนที่ผมเป็นนายกฯแล้วนี่ผมเคยโทรฯไปคุยกับท่าน ซึ่งก็ดีใจมาก....”เมื่อพันตรี เปรม ติณสูลานนท์ สำเร็จการศึกษาวิชาทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกาแล้ว ทางราชการได้บรรจุให้เป็นอาจารย์ประจำแผนกวิชายุทธวิถี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ ที่เกียกกาย กรุงเทพฯ เมื่อ ๒๔ เมษายน ๒๔๙๖ 

 

 

     “ที่จริงผมก็ไม่ค่อยจะเสน่หา ตำแหน่งอาจารย์เท่าไหร่หรอก พวกเราอยากเป็นผู้บังคับบัญชากันทั้งนั้น แต่บังเอิญตอนนั้นพวกจบจากต่างประเทศมีจำนวนน้อย ก็จัดผมไปเป็นอาจารย์ ต้องไปสอนหนังสือ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน สอนหมดตั้งแต่นักเรียนนายสิบ นักเรียนนายร้อย นายทหาร นักเรียนทุกชั้น ชั้นนายร้อยนายพัน ตอนนั้นวิชาค่อนข้างจะสอนง่ายเพราะคนยังรู้น้อย ระบบใหม่ของอเมริกันคนยังรู้น้อย ก็สอนสะดวกไม่เหมือนสมัยใหม่คนรู้กันเยอะแล้ว ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะไปหมด นับว่าก็ดี  แต่จริงๆแล้วถ้าเลือกได้ ก็ยังจะเลือกเป็นผู้บังคับบัญชามากกว่าจะเลือกเป็นอาจารย์....”

หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20