สถิติผู้เข้าชมเว็บตั้ง 23 พฤศจิกายน  2553
real time web stats

    

     จอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าในที่สุดแล้ว ญี่ปุ่นจะไม่สามารถชนะสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้จอมพล ป. จึงมีแนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่น่าสงวนกำลังกองทัพไทยไว้ไม่ให้ถูกญี่ปุ่นปลด อาวุธและยึดครองประเทศไทยเมื่อญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำแล้วค่อยใช้กำลังทหารที่ สงวนไว้นี้ สำหรับขับไล่ทหารญี่ปุ่นให้ออกไปจากประเทศไทย

   จากแนวความคิดนี้จึงเกิดหนทางปฏิบัติ ด้วยการย้ายกำลังทหารบกส่วนใหญ่ไปไว้ทางทิศเหนือของประเทศ ซึ่งประจวบกับฝ่ายญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้ไทยทำตามข้อตกลงร่วมยุทธกับญี่ปุ่น โดยให้รัฐบาลไทยส่งทหารไปร่วมรบกับทหารญี่ปุ่นในประเทศพม่า ให้ฝ่ายไทยรับผิดชอบปฏิบัติการรบในพื้นที่รัฐฉาน (สหรัฐไทยเดิม) ดังนั้นกองบัญชาการทหารสูงสุดจึงจัดตั้งกองทัพพายัพขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๘๔ เพื่อปฏิบัติการดังกล่าว

  กองทักพายัพได้ปฏิบัติการยุทธในชั้นต่างๆในสหรัฐไทยเดิม เมื่อวงันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๘๕ และสามารถเข้ายึดเมืองสำคัญต่างๆในสหรัฐไทยเดิมได้ทั้งหมดจนนำกองทัพเข้า ประชิดชายแดนพม่า-จีนในเขตแดนของมณฑลยูนนาน

 

สงครามยุติ     หลังจากสหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮโรชิมาและ เมืองนางาซากิ ญี่ปุ่นได้ประกาศยอมจำนนต่อฝ่ายพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามมหาเอเขียบูรพาดำเนินมาเกือบ๔ ปี จึงยุติหลังจากสงครามอินโดจีนยุติ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตนายทหารใหม่ในสถานการณ์ปกติที่กรุงเทพฯ แต่แล้วเพียงประมาณ 6 เดือน ก็ต้องส่งกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิอีก เพราะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาครั้งนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้หมวดประจำกอง หนุนของกองทัพพายัพ และประจำกองหนุนของกองพลที่เชียงตุงในเวลาต่อมา พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในบริเวณภาคเหนือของไทยและดินแดนพม่า (สหรัฐไทยเดิม) ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในสมัยนั้น จนกระทั่งช่วงปลายของสงคราม ประมาณต้นปี ๒๔๘๘ จึงย้ายมาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมเปิดศึกกับญี่ปุ่น  “พวกเรารู้เหมือนกันว่า เราคงต้องออกสนามอีกแล้ว เราก็ฝึกทหาร ฝึกกันมากโดยเฉพาะการฝึกกลางคืนทำกันมากเพราะต่างคนต่างรู้ว่าคงจะต้องรบกัน อีกแล้ว  สำหรับทหารจากอินโดจีนก็ปลดไปแล้วเรียกทหารประจำการเข้ามา การฝึกทหารในสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ คือไม่มีกองร้อยฝึกเป็นส่วนรวม ต่างกองร้อยก็ต่างฝึกทหารของตัวเอง กองร้อยหนึ่งๆก็กำหนดตัวผู้หมวดเป็นผู้ฝึก  

     “พวกเราไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรกันนักกับสงคราม คงเป็นเพราะยังหนุ่มมาก ผมเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับการอบรมในทางให้รักชาติบ้านเมืองสูงมาก มีจิตสำนึกที่จะเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองสูงมาก เห็นได้ชัดเจนเลยว่าทุกคนรักและเสียสละให้ชาติบ้านเมืองมาก  “คราวนี้ผมไป นานตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ กลับมาปี ๒๔๘๘ รวม ๔ ปี คนอื่นก็อาจอยู่นานกว่าผมอีก คือไปก่อนแต่กลับทีหลังก็มี คราวนี้ยิ่งมีบทเรียนมากขึ้นไปอีก...“รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ตอนนั้นมันยังไม่ค่อยคิดถึงเรื่องอื่นๆ มันคิดแต่ว่า เอ๊ะ...เมื่อไหร่เราอาจจะตายก็ไม่รู้ ก็ทำหน้าที่ ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรมาก ไม่เคยคิดว่าจะเก็บเงินเก็บทองเพื่อตั้งตัวตั้งหลักฐานไม่เคยคิดถึงเรื่อง นี้ คิดแต่ว่าทำอย่างไรเราถึงจะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของเราให้ดีที่สุด...”

 

     “ผมคิดว่าพ่อท่านก็คงห่วง แต่ผมไม่ค่อยได้ติดต่อมาบ้าน เพราะการติดต่อทำยาก แม้ทางจดหมาย เพราะสมัยก่อนไม่มีตู้ไปรษณีย์อย่างสมัยใหม่ การจะเขียนจดหมายก็ทำลำบากไม่ทั่วถึง มันยากที่จะติดต่อกัน นอกจากจะได้ลาพักทีหนึ่ง ก็ได้มาพักบ้านทีหนึ่ง ตั้งแต่ผมไป ๔ ปีนี้ที่จริงเขาให้ลงพักบ่อย แต่ผมลามาหนเดียวแล้วไปเยี่ยมบ้านที่สงขลา นอกนั้นก็ไม่เคยลา เพราะผมห่วงลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาของผมมาก คิอมันอยู่เป็นอิสระจริงๆ ๔๐ คนนี่อยู่ด้วยกันโดยตลอด  “ทหารมันอยู่กันนานเสียจนเหมือนพ่อเหมือนลูก ช่วยเหลือกันทุกอย่างเท่าที่ช่วยกันได้ ใครมีก็แบ่ง ไม่เคยคิดว่าอะไรเป็นสมบัติของใคร ทุกคนมาอยู่ที่ผู้หมวดหมด หมวดว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ไม่มีปัญหาในการบังคับบัญชาทุกคนพร้อมใจกันหมด อดก็อดด้วยกัน ไม่ได้กินก็ไม่ได้กินด้วยกัน มีหลายคราวที่เราอดข้าวกัน แต่ทุกคนก็ยอม ทุกคนเข้าใจว่าเมื่อมันไม่มีก็ไม่กิน... “การเข้าที่พัก หน่วยเหนือไม่ได้กำหนดให้เราว่าจะเข้าพักที่ไหน เพียงแต่กำหนดบริเวณว่ากองร้อยจะอยู่บริเวณนี้ เพราะฉะนั้นต่างหมวดก็ต่างเลือกว่าใครจะอยู่ตรงไหนบ้าง สำหรับมหารไทยเจอวัดที่ไหนก็เลี้ยวเข้าไปก่อน พวกเราจึงอยู่วัดกันส่วนใหญ่ ไม่วัดใดก็วัดหนึ่งอาศัยวัดเป็นที่ตั้งในเชียงตุงของพม่าวัดเยอะ สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดของปัญหาที่พัก คือการรักษาพยาบาลและการส่งกลับ ขาดแคลนเหลือเกิน ยาก็ไม่มี ทุกคนต้องช่วยตัวเองกันทั้งนั้น การแจกจ่ายแทบเป็นไปไม่ได้นานๆจะมีสักครั้งทุกคนต้องช่วยตัวเองผมเป็นผู้ หมวดก็พยายามหาตุนไว้ ขอหมอบ้าง ซื้อด้วยเงินของเราเองบ้าง เก็บเอาไว้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ใช้ในการรักษาตัว ผมเห็นทหารของผมตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะไม่มียารักษาเป็นมาลาเรีย การสูญเสียของหมวดผมมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...”

 

     “...ตลอด ๔ ปี ไม่ได้ทำการรบแบบทหารม้าเลย เพราะตอนนั้นบทบาทของทหารม้าก็มีเป็นกองหนุน บังเอิญผมเป็นทหารม้ายานเกราะ ซึ่งลักษณะภูมิประเทศที่ใช้นั้นไม่ค่อยมี มักใช้ทหารขี่ม้าในการลาดตระเวนหรือไว้ระวังป้องกันทางปีก ซึ่งตอนนั้นทหารม้าขี่ม้ามีอยู่ ๔ กองพัน   “ผมทำหน้าที่เป็นกองหนุนนานๆก็ได้รับภารกิจพิเศษเสียครั้งหนึ่ง แต่เราได้บทเรียนด้านการส่งกำลังเป็นอย่างมาก เพราะตอนนั้นเกิดความขาดแคลนมาก เราได้รับบทเรียนว่า การพึ่งตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ผมเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ ถึง ๒๔๘๘ สิ่งที่เราได้รับจากกองร้อยก็คือ ข้าวสาร น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราต้องนำไปเองในการเคลื่อนย้าย ถังน้ำมันก็ไม่มี ดังนั้นทุกคนจึงต้องคิดหาวิธีช่วยตัวเองว่า จะเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง หน่วยเหนือมอบรถบรรทุกให้เราคันหนึ่งสำหรับเคลื่อนที่ติดตามหมวดในการ เคลื่อนย้ายไปตามตำบลต่างๆที่กำหนดมาให้ เนื่องจากความขาดแคลน การเคลื่อนย้ายน้ำมันจึงไม่มีถัง สิ่งที่ผมทำคือตัดกระบอกไม้ไผ่เอาน้ำมันใส่แล้วเคลื่อนย้ายไป ซึ่งใช้ได้ผลดี ทุกคนก็เข้าใจ รถทุกคันจึงมีกระบอกไม้ไผ่ของตัวเอง และนำน้ำมันไปได้”

หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20