สถิติผู้เข้าชมเว็บตั้ง 23 พฤศจิกายน  2553
real time web stats

     ก้าวแรกของชีวิตนายทหารสำหรับผู้สำเร็จโรง เรียนเท็ฆนิคทหารบกรุ่นที่๕ หลักสูตรพิเศษรวมทั้ง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เรียกได้ว่ามีความพิเศษสมกับชื่อหลักสูตร กล่าวคือ ทันทีที่เรียนจบก็ถูกส่งเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิสงครามอินโดจีน (กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส) อีกทั้งได้รับมอบกระบี่ด้วยพิธีการที่ไม่ เหมือนรุ่นอื่นๆ

 

     “นักเรียนนายร้อยรุ่นผมเป็นรุ่นเดียวที่ออกมาเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่ยัง ติดตัว “ร” อยู่ คือยังมีสภาพเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ ตั้งแต่วันที่๓ มกราคม ๒๔๘๔ โรงเรียนนายร้อยจัดพวกผม ๑๗ คนให้มาสังกัดกรมรถรบ ตอนนั้นเราก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับหมวด แล้ว และมีทหารในบังคับบัญชาแล้ว ทหารเป็นทหารกองหนุนทั้งหมด เพราะทาง ราชการเรียกระดมกองหนุนเข้ามา นอกจากผู้บังคับหมู่๒คน และรองผู้บังคับหมวด อีกคนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นทหารประจำการและตัวเรา เพราะฉะนั้นผมยังแต่ง เครื่องแบบนักเรียนนายร้อย แต่เป็นผู้บังคับหมวดแล้ว...  แม้เวลาตอนไปสงครามอินโดจีน ผมก็ยังเป็นนักเรียนนายร้อยที่นำหมวดไปสงคราม อินโดจีน หลังจากนั้นอีก๑๗วัน  ถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่ร้อยตรี”

 

รุ่นรับกระบี่แบบสนาม        “ผมไม่ได้รับพระราชทานกระบี่หรือได้ติดดาวเหมือนอย่างนายทหารสมัยนี้ แต่ผม ไปติดดาวอยู่ที่ปอยเปตในเขมร ผมไปติดดาวอยู่ต่างประเทศ เพราะว่าได้รับคำ สั่งให้ไปอยู่ที่ปอยเปตแล้ว ผู้บังคับการกรมท่านก็เรียกไปติดดาว วิธีรับ กระบี่ของผมก็คือว่า กระบี่ก็ไม่มี พอกลับไปที่หมวด หมวดก็อยู่ในสนามอยู่ในป่าจ่ากองร้อยซึ่งผมยังจำชื่อได้ชื่อว่าจ่าบรรจง เอา กระบี่มาโยนโครมแล้วบอกว่าหมวดเอาไปคนละเล่ม ตอนนั้นผมอยู่กัน๓คน คนหนึ่งก็คือ พลเอกสมศักดิ์  ปัญจมานนท์ นี่เอง พวกเราก็มาหยิบกันคนละเล่ม จึงนับว่าเป็นการออกเป็นนายทหารที่พิสดารที่สุดก็ว่าได้ เรียกว่าเป็นการรับ กระบี่ “แบบสนาม”

 

     พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ อดีตนายทหารใหม่ เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๔ กล่าวถึงประสบการณ์ในสมรภูมิแห่งแห่งไว้ว่า “พวกผมไม่มีโอกาสได้เที่ยวเตร่ หรอก เพราะอยู่แต่ในสนามอยู่ในปอยเปต.. “ที่แปลกที่สุดก็คือว่า  เรานึกว่าทหารทั่วๆ ไปจะมีระเบียบวินัยเหมือนกับนักเรียนนายร้อย แต่ที่จริงทหารกองหนุนเหล่านี้ อายุมากกว่าผมทุกคน  ผมจบการศึกษาตอนนั้นอายุแค่ ๒๑ ปี ส่วนทหารกองหนุนก็ราว ๆ ๒๕ – ๒๖ ปีตัวโต ๆ น่ากลัวมาก บางคนเข้ามาก็เมาแล้ว  เราก็ไม่ค่อยได้เคยปกครองคนมา  ก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันจะไหวหรือ  แต่พวกเขาก็ดี ให้ความร่วมมือดีแล้วก็อยู่กันได้

 

    “พวกผมไม่มีโอกาสได้เที่ยวเตร่หรอก  เพราะอยู่แต่ในสนาม อยู่ในปอยเปต...” สงครามคือความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ  แต่สงครามอินโดจีนก็ได้ให้บทเรียนที่มีค่าเนื่องจากเป็นสงครามครั้งแรกของ กองทัพไทย  นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ปรับปรุงกิจการทหารแบบสากลตะวันตก  ทั้งยังได้ประจักษ์ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติ ที่พร้อมเพรียงกันเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส กับซาบซึ้งในน้ำใจองประชาชนที่มีต่อทหาร  เห็นได้จากการช่วยเหลือสนับสนุนสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆโดยเฉพาะบริจาคเสบียง อาหารให้เป็นจำนวนมากทั้งที่ขณะนั้น กองทัพยังมิได้จัดระบบของกิจการพลเรือน ที่กว้างขวางอย่างทุกวันนี้        “ที่น่าจะพูดถึงอีกประการหนึ่งคือ  เราไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องการส่งกำลังบำรุงกันมากนัก ... ในเรื่องของยุทธการ เราเชี่ยวชาญพอสมควร  เพราะได้ศึกษามาจากระบบของฝรั่งเศส  แต่ในเรื่องของการส่งกำลังบำรุงก็ดี หรือการทดแทนกำลังพลก็ดี เราไม่ค่อยได้ ทำกันเท่าใดนัก เราจึงได้ประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนนี้มากทีเดียว บังเอิญ โชคดีที่ว่าสงครามอินโดจีนนี่ใช้เวลาน้อย ผมคิดว่าเราจึงไม่ค่อยมีปัญหา... นอกจากนั้น  เรื่องของระบบการติดต่อสื่อสารเรามีไม่มากไม่เพียงพอ สมัยผมยังใช้ธงสัญญาณกันอยู่ ใช้ไฟสัญญาณกันอยู่ รวมทั้งใช้การเคาะโทรเลขด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ใช้กันแล้ว เลิกไป แล้ว ก็เป็นเรื่องที่เราได้ปรับกองทัพของเราให้ทันสมัยพอสมควร  แต่ขวัญของ คนช่วยกันได้มาก คนที่เราผ่านไปตั้งแต่กรุงเทพถึงอรัญประเทศ เราเคลื่อนย้าย ทางรถไฟ ระหว่างทางเราได้รับการต้อนรับอย่างดี  เมื่อเราลงรถไฟที่อรัญประเทศก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเช่นกัน ทำให้พวกเรามีกำลังใจกันมาก  เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามีขวัญและกำลังใจดี..”

หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20