สถิติผู้เข้าชมเว็บตั้ง 23 พฤศจิกายน  2553
real time web stats

 

     วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๖  พลตรี เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ ๒ และขึ้นเป็นแม่ทัพภาพที่ ๒  อัตราพลโท ในปีถัดมา พื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ ๒ คือ ๑๖ จังหวัดในภาคอีสาน  ซึ่งขณะนั้นกำลังร้อนระอุด้วยภัยรุกรานจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.เป็นแกนนำ ประชาชนเข้าใจว่าสังคมไทยมีชนชั้น และพวกเขาถูกเอาเปรียบ ปลุกปั่นให้ชิงชังในคนของรัฐ และระบอบการปกครองของประเทศ ทั้งสร้างความเชื่อแก่ประชาชนว่าการปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่จะ ช่วยให้พวกเขาอยู่ดีกินดี และหนทางที่จะบรรลุได้ คือ ต้องต่อสู้ ต้องทำสงครามปลดแอกอำนาจรัฐ  และนี่คือภาระหนักของนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาผู้มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ของชาติ ซึ่งแม้จะผ่านร้อนหนาว ผ่านสมรภูมิมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังมิเคยต้องรบกับคนไทยด้วยกันเอง

 

     เมื่อรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ ๒ พลตรี เปรม ติณสูลานนท์ ได้เข้าประจำกองบัญชาการส่วนหน้าของกองทัพภาคที่ ๒ ตั้งอยู่ ณ จังหวัดสกลนคร ซึ่งจัดเป็นเขตพื้นที่สีแดง และทำให้ท่านทราบถึงความรุนแรงของสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเพียงวันที่สองที่ท่านไปอยู่ (๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๖) ทหารใต้บังคับบัญชาถูกซุ่มโจมตีตายไปทีเดียว ๒๓ นาย จนโลงศพที่สกลนครแทบไม่พอใส่ เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านเสียใจมาก และตั้งใจว่าต้องทำงานในพื้นที่นี้ต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ ขณะนั้น ยุทธวิธีที่ใช้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) คือวิธีปราบปรามศัตรูของชาติแบบใช้กำลัง หรือที่เรียกกันว่า “แบบทหาร” ซึ่งใช้ในสมรภูมิอื่น ๆ ได้ผลสำเร็จ แต่ครั้งนี้ สถานการณ์กลับตรงข้ามคือ “ยิ่งปราบยิ่งเพิ่ม ยิ่งตียิ่งโต” ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ทหารไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร เพราะ ผกค. ไม่แสดงตัว และที่สำคัญ ผกค. ก็คือชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีจิตใจฝักใฝ่ปฏิบัติตามแนวทางของ พคท.  สิ่งที่สังเกตได้คือ เวลาทหารไปเยี่ยมเยียนชาวบ้าน มักไม่ได้รับการต้อนรับ ทั้งชาวบ้านยังแสดงท่าทีรังเกียจ แต่ฝ่ายทหารก็ไม่ละความตั้งใจที่จะประสานสัมพันธ์ ทั้งที่รู้ว่ากำลังอยู่ท่ามกลางภัยอันตราย หลังจากท่านและผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ใช้ความพยายามอยู่เป็นเวลานาน ชาวบ้านจึงเริ่มวางใจ และถ่ายทอดเรื่องราวให้ทราบ ในที่สุด ท่านและนายทหารฝ่ายเสนาธการก็สามารถประมวลสาเหตุหลัก ๓ ประการที่ทำให้คนไทยไปเข้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ คือ๑. ความลำบากยากจน๒. ความคับแค้นใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม๓. การถูกกดขี่ข่มเหง          และหนทางที่จะมีชัยชนะเหนือ ผกค. ได้ คือ ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

 

 

     “มวลชนเป็นหัวใจของการทำสงครามปลดแอกของ พคท. การปลุกระดมการสร้างแนวร่วม จะนำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังอาวุธ โดยอยู่ภายใต้การนำของพรรค ทั้ง ๓ สิ่งนี้ คือ แนวร่วม กองกำลังติดอาวุธ และพรรค ถือว่าเป็นแก้ววิเศษ ๓ ประการ ของ พคท. ในการต่อสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐ”  ข้อได้เปรียบของพคท. คือมองเห็นปัญหาและเข้าถึงจิตใจชาวบ้านได้ก่อนที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือ และที่สำคัญ ปัญหาบางอย่างเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม กดขี่ รีดไถ เหยียดหยาม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเกลียดชัง และไร้ที่พึ่ง ประกอบกับวินัยที่ผู้ปฎิบัติงานของพคท. นำมาใช้คือ ปฏิบัติการทุกอย่างต้องฟังคำบัญชา ไม่เอาข้าวของประชาชน เคารพและช่วยเหลือประชาชน พูดจาสุภาพ การซื้อขายต้องเป็นธรรม ยืมของต้องคืน ทำของเสียหายต้องชดใช้ ไม่ทำให้พืชผลของประชาชนต้องเสียหาย ไม่ดื่มสุราในเวลาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดุด่าทุบตีผู้อื่น ไม่ลวนลามสตรี ไม่ทารุณเชลย สินสงครามต้องมอบให้ส่วนรวม ดังนั้น ไม่ว่าทางรัฐบาลจะพยายามโฆษณาชวนเชื่อถึงความเลวร้ายของคอมมิวนิสต์ ก็ยากที่ชาวบ้านจะคล้อยตาม เพราะสิ่งนี้พวกเขาประสบตรงกันข้าม เมื่อเข้าใจสถานการณ์ วิเคราะห์พบสาเหตุ แนวทางแรกที่พลโท เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ ๒ และนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ได้คิดนำมาใช้คือ การดึงมวลชนจาก พคท. มาสู่ฝ่ายรัฐ ซึ่งรวมถึง นักรบ พคท. และ ผู้ให้การสนับสนุน พคท. ด้วย

หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20